การเลือกวัสดุฉนวนกันความร้อนสำหรับงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ห้องเย็น หรืออาคารขนาดใหญ่ เป็นการตัดสินใจที่มีผลระยะยาวต่อความปลอดภัยและการประหยัดพลังงาน สิ่งที่ผู้ประกอบการมักจะต้องพิจารณาเมื่อตัดสินใจเลือกแผ่นฉนวนสำเร็จรูปคือควรใช้วัสดุไส้กลางแบบไหนจึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ในบทความนี้ SHD จะพาไปเจาะลึกถึงรายละเอียดว่า PIR คืออะไร? PIR มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่ตอบโจทย์งานก่อสร้างอุตสาหกรรมอย่างไร และเมื่อนำไปเทียบกับวัสดุมาตรฐานเดิมอย่าง PU หรือ EPS แล้ว ผนังและหลังคา PIR มีความคุ้มค่าในการลงทุนที่แตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
PIR คืออะไร?
PIR คือ นวัตกรรมฉนวนกันความร้อนที่พัฒนาขึ้นโดยการปรับปรุงโครงสร้างทางเคมีมาจากโพลียูรีเทน (Polyurethane) โดยมีชื่อเต็มทางวิทยาศาสตร์ว่า Polyisocyanurate วัสดุชนิดนี้เกิดจากการผสมกันของสารตั้งต้นในอัตราส่วนที่เน้นโครงสร้างทางเคมีแบบวงแหวน (Isocyanurate ring) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โฟมชนิดนี้มีคุณสมบัติทนทานต่อความร้อนและทนต่อเปลวไฟได้ในระดับที่สูงกว่าวัสดุฉนวนประเภทอื่นในท้องตลาด
สาเหตุหลักที่วิศวกร ผู้รับเหมา และเจ้าของโครงการในปัจจุบันหันมาเลือกใช้วัสดุ PIR Foam อย่างแพร่หลาย มาจากข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาคารที่เข้มงวดขึ้นตามมาตรฐานสากล โครงสร้างทางเคมีของแผ่นฉนวนชนิดนี้ช่วยให้ตัววัสดุมีคุณสมบัติกันไฟลาม เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ตัวโฟมจะเกิดการเผาไหม้เพียงผิวหน้าและสร้างชั้นคาร์บอนดำขึ้นมาปกคลุมทันที ชั้นคาร์บอนนี้จะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนและเกราะป้องกันไม่ให้เปลวไฟลุกลามลึกเข้าไปถึงเนื้อโฟมด้านใน ช่วยลดความเสียหาย ซึ่งช่วยซื้อเวลาสำคัญในการอพยพผู้คน และป้องกันการเกิดควันพิษที่หนาแน่น
นอกจากคุณสมบัติด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยแล้ว PIR ยังเป็นวัสดุที่รักษาประสิทธิภาพในการเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดีเยี่ยม มีค่าการนำความร้อน (k-Value) ที่ต่ำมาก ทำให้สามารถกักเก็บความเย็นภายในหรือป้องกันความร้อนจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมภายในอาคารให้คงที่ตามที่ออกแบบไว้
หลังคา PIR สำเร็จรูปของ SHD ที่มีค่า k-Value อยู่ที่ 0.022 W/m.K
โดยค่านำความร้อน k-Value ที่ระดับ 0.022 W/m.K ถือเป็นค่านำความร้อนที่ต่ำมาก จัดอยู่ในกลุ่มฉนวนกันความร้อนประสิทธิภาพสูงระดับพรีเมียม ทำให้นิยมนำ หลังคา PIR หรือ ผนัง PIR เหล่านี้มาใช้ในงานที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด เช่น ห้องเย็น คลีนรูม หรือหลังคาโรงงานที่ต้องการประหยัดพลังงานแอร์ขั้นสุด
ผนัง PIR และ หลังคา PIR ดีกว่ายังไง
เมื่อนำฉนวนประเภทนี้มาผลิตเป็นวัสดุก่อสร้าง ข้อดีของผนังและหลังคา PIR คือประสิทธิภาพการใช้งานจริง ประการแรกคือเรื่องของการควบคุมอุณหภูมิ อาคารที่ติดตั้งผนังและหลังคานี้จะสามารถรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ลดภาระการทำงานของเครื่องทำความเย็นหรือระบบปรับอากาศ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวได้อย่างมหาศาล
ความแข็งแรงเชิงโครงสร้างเป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่สำคัญของโฟม PIR ที่มีความหนาแน่นและทนทานต่อแรงกดทับได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผนังและหลังคาที่ขึ้นรูปออกมามีความแข็งแรง ไม่เสียรูปทรงหรือแอ่นตัวง่าย ทนทานต่อสภาพอากาศภายนอกที่รุนแรง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เมื่อผนวกกับคุณสมบัติการทนไฟลามและการเกิดควันน้อย ผนังและหลังคาประเภทนี้จึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหนือกว่าในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้กับตัวอาคาร ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝัน และเพิ่มโอกาสในการผ่านมาตรฐานการตรวจสอบอาคารของหน่วยงานราชการ ตลอดจนข้อกำหนดของบริษัทประกันภัยที่มักจะให้อัตราเบี้ยประกันที่ถูกกว่าสำหรับอาคารที่ใช้วัสดุกันไฟ
ผนัง PIR สำเร็จรูปของ SHD สำหรับงานควบคุมอุณหภูมิ เช่น ห้องเย็น หรือคลีนรูม
งานแบบไหนควรเลือกใช้ PIR
การพิจารณาเลือกใช้วัสดุก่อสร้างเป็นสิ่งที่ประเมินจากความต้องการหลักและระดับความเสี่ยงของพื้นที่ใช้งานนั้น ๆ แผ่นฉนวน PIR คือวัสดุที่ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับอาคารที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวดและให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด งานที่เหมาะสมที่สุดคืองานสร้างห้องเย็นสำหรับเก็บรักษาอาหาร ห้องปลอดเชื้อสำหรับอุตสาหกรรมยาหรืออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โกดังเก็บสินค้า และศูนย์กระจายสินค้าที่ต้องการควบคุมความร้อนจากภายนอกอย่างเบ็ดเสร็จ
ในการก่อสร้างโครงการเชิงพาณิชย์เหล่านี้ การเลือกใช้ ผนัง PIR และ หลังคา PIR คือการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัคคีภัยและควบคุมต้นทุนด้านพลังงานอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ แผ่นฉนวน PIR ทั้งผนังและหลังคา PIR ยังเป็นสิ่งที่เหมาะกับโครงการที่ต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้าง เนื่องจากเป็นวัสดุสำเร็จรูปที่ผลิตเสร็จจากโรงงาน สามารถนำไปประกอบและติดตั้งหน้างานได้ทันที ช่วยลดระยะเวลาการทำงานและค่าแรงงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
เปรียบเทียบจุดต่อจุด PIR, PU และ EPS ต่างกันอย่างไร?
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนสำหรับการนำไปประกอบการตัดสินใจ การเปรียบเทียบคุณสมบัติเชิงวิศวกรรมระหว่างแผ่นฉนวนกันความร้อนทั้งสามประเภท จะช่วยให้สามารถเลือกใช้วัสดุได้ตรงตามข้อกำหนดของงานและงบประมาณที่ตั้งไว้
| คุณสมบัติ | PIR (Polyisocyanurate) | PU (Polyurethane) | EPS (Expanded Polystyrene) |
ประสิทธิภาพการกันความร้อน | ดีเยี่ยม (ค่า k-Value ต่ำมาก) | ดีมาก | ปานกลาง |
คุณสมบัติการทนไฟลาม | ดีเยี่ยม (ไม่ลามไฟ, เกิดควันน้อยมาก) | ปานกลาง (ติดไฟได้, ควันดำหนาแน่น) | ต่ำ (ติดไฟและลามไฟได้ง่าย) |
ความทนทานต่อแรงกดทับ | สูงมาก แข็งแรง ทนทาน | สูง | ปานกลาง (รับแรงกระแทกได้จำกัด) |
การดูดซับน้ำและความชื้น | ต่ำมาก | ต่ำ | ค่อนข้างสูง |
ระดับราคา (ต้นทุนเริ่มต้น) | สูง | ปานกลาง | ต่ำ |
จากข้อมูลการเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่า EPS เป็นโฟมที่มีจุดเด่นเรื่องราคาที่ย่อมเยาและมีน้ำหนักเบาที่สุด เหมาะสำหรับงานที่งบประมาณจำกัดและเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัยสูงนัก เช่น งานกั้นผนังห้องออฟฟิศชั่วคราว หรืองานตกแต่งอาคารทั่วไป แต่ข้อควรระวังหลักของ EPS คือการลามไฟและประสิทธิภาพการทนความร้อนที่น้อยกว่าโฟมประเภทอื่น
ในส่วนของ PU นั้นเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมในวงการก่อสร้างมายาวนาน ให้ความเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีมากในระดับราคาที่ผู้ประกอบการจับต้องได้ เหมาะสำหรับงานห้องเย็นทั่วไปหรือโรงงานที่ไม่ได้มีข้อกำหนดด้านการป้องกันอัคคีภัยที่เข้มงวดระดับสากล ข้อจำกัดของ PU จะแสดงออกมาเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ เนื่องจากตัววัสดุสามารถติดไฟและก่อให้เกิดควันดำหนาแน่นซึ่งเป็นอันตรายต่อการอพยพ
ในขณะที่ PIR คือวัสดุที่ยกระดับมาตรฐานทางวิศวกรรมของ PU ขึ้นไปอีกขั้น โดยถูกคิดค้นมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการทนไฟและการเกิดควันไฟของโพลียูรีเทนแบบเดิมได้อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งรักษาระดับประสิทธิภาพในการเป็นฉนวนกันความร้อนไว้ในระดับสูงสุด แม้จะมีราคาเริ่มต้นที่สูงที่สุดในกลุ่มตัวเลือกทั้งหมด แต่สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการผ่านมาตรฐานอย่าง FM Approvals ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลด้านการป้องกันอัคคีภัย หรือโครงการที่ต้องการการรับประกันความปลอดภัยสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สิน PIR จึงถือเป็นคำตอบที่ครบถ้วนและสมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบัน














