งานโครงสร้างในปัจจุบันต้องการความรวดเร็ว ความแข็งแรง และความแม่นยำสูง วัสดุกลุ่มหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากคือเหล็กรูปพรรณ โดยเฉพาะเหล็กชนิดที่ช่างและวิศวกรเรียกกันติดปากว่า เหล็กโปรไฟล์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการรับน้ำหนักของอาคารและสิ่งปลูกสร้างยุคใหม่

ในบทความนี้ SHD จะพาไปทำความเข้าใจกับ เหล็กโปรไฟล์ ว่ามันคืออะไร ผลิตขึ้นมาอย่างไร และอะไรเป็นคุณสมบัติเด่นจนทำให้มันเป็นวัสดุงานโครงสร้างที่ได้รับนิยมในงานก่อสร้างในไทยและในต่างประเทศเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

 

เหล็กโปรไฟล์ คืออะไร?

 

เหล็กโปรไฟล์ คือ เหล็กกล้าที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปจากโรงงานให้มีรูปทรงหน้าตัดเป็นลักษณะต่าง ๆ ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นรูปตัวที ตัวเอช ตัวไอ หรือรูปกล่อง การขึ้นรูปนี้ทำขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับแรงกด แรงดึง และแรงบิดในทิศทางต่าง ๆ ได้ดีกว่าเหล็กเส้นกลมทั่วไป ช่วยให้โครงสร้างมีความเสถียรภาพสูงโดยใช้ปริมาณเนื้อเหล็กที่คุ้มค่าที่สุด

โดยกระบวนการผลิตเหล็กโปรไฟล์หลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ การรีดร้อน (Hot-rolled) ซึ่งเป็นการนำแท่งเหล็กไปหลอมให้ร้อนจัดแล้วรีดผ่านลูกกลิ้งเพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้องการ เหมาะสำหรับงานโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องรับน้ำหนักมาก และอีกวิธีคือ การรีดเย็น (Cold-formed) ซึ่งเป็นการนำแผ่นเหล็กมาพับหรือม้วนในอุณหภูมิปกติ เหมาะสำหรับโครงสร้างมวลเบาหรือโครงสร้างตกแต่งทั่วไป

 

คุณสมบัติเด่นของเหล็กโปรไฟล์

 

เหตุผลที่เหล็กประเภทนี้ได้รับความนิยมในงานวิศวกรรมมีปัจจัยหลักมาจากคุณสมบัติทางกลที่โดดเด่น ซึ่งประกอบไปด้วยข้อดีหลายประการ ดังนี้

  • ความสม่ำเสมอของเนื้อวัสดุ เนื่องจากผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ขนาด หน้าตัด และความหนาของเหล็กจึงมีความเท่ากันตลอดทั้งเส้น ทำให้การคำนวณทางวิศวกรรมมีความแม่นยำสูง
  • อัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง เพราะรูปทรงหน้าตัดที่ถูกออกแบบมาตามหลักวิศวกรรมช่วยให้เหล็กสามารถรับแรงได้มหาศาล โดยที่ตัวมันเองไม่ได้มีน้ำหนักมากเกินไป ช่วยลดน้ำหนักรวมของตัวอาคารได้ดี
  • ประหยัดเวลาในการก่อสร้าง โดยเหล็กสามารถตัด เจาะรู หรือเตรียมการเชื่อมต่อมาจากโรงงานได้ทันที เมื่อถึงหน้างานจึงเหลือเพียงขั้นตอนการประกอบและติดตั้ง ทำให้งานเสร็จไวขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับงานคอนกรีตเสริมเหล็ก

 

เหล็กโปรไฟล์ ใช้สำหรับทำอะไร ในงานก่อสร้างและอุตสาหกรรม

 

ประโยชน์และการประยุกต์ใช้งานของเหล็กประเภทนี้มีความหลากหลายสูงมาก ขึ้นอยู่กับประเภทของหน้าตัดที่เลือกใช้ โดยหลัก ๆ แล้ว เหล็กโปรไฟล์ ใช้สำหรับทำโครงสร้างหลักและส่วนประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

1. โครงสร้างหลักของอาคารและโรงงาน

เหล็กโปรไฟล์มักถูกใช้เป็นเสาและคานในอาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า และห้างสรรพสินค้า เนื่องจากโครงสร้างเหล่านี้ต้องการช่วงเสาที่กว้าง (Clear span) เพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยภายในมากที่สุด การใช้เหล็กประเภทนี้ช่วยให้สามารถออกแบบคานยาว ๆ ได้โดยไม่มีเสากลางมาคัดขวาง

 

2. งานโครงสร้างพื้นฐานและสะพาน

ทางด่วน สะพานลอย สะพานข้ามแม่น้ำ หรือแม้แต่โครงสร้างรถไฟฟ้า ล้วนใช้เหล็กโปรไฟล์ขนาดใหญ่เป็นส่วนประกอบหลัก เพราะสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากยานพาหนะและแรงลมได้ดี รวมถึงมีความยืดหยุ่นสูงเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

 

3. โครงหลังคาและงานสถาปัตยกรรม

สำหรับบ้านเรือนหรืออาคารพาณิชย์ เหล็กโปรไฟล์ขนาดเล็กถึงปานกลางมักถูกนำไปทำเป็นโครงหลังคา แป และจันทัน นอกจากนี้ในงานสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่เน้นการโชว์ผิววัสดุและการตกแต่งแนวลอฟท์ ก็นิยมนำเหล็กประเภทนี้มาทำเป็นบันได ราวกันตก หรือโครงสร้างผนังตกแต่ง

 

เหล็กโปรไฟล์ ใช้งานกับฝ้า เพดาน XPS Backer Board SUMOตัวอย่าง การใช้เหล็กโปรไฟล์สำหรับเป็นโครงฝ้า XPS กันความร้อน

 

4. อุตสาหกรรมเครื่องจักรและยานยนต์

นอกเหนือจากงานก่อสร้างแล้ว ในภาคอุตสาหกรรมยังใช้เหล็กกลุ่มนี้ในการสร้างแทนเครื่องจักร เครนยกของ โครงสร้างรถบรรทุก ตู้คอนเทนเนอร์ และเรือขนส่งสินค้า เนื่องจากต้องการความทนทานต่อการใช้งานหนักในระยะยาว

 

5. โครงสร้างผนังเบาและระบบฝ้าเพดาน

ในการแบ่งพื้นที่ภายในอาคารยุคใหม่ เหล็กโปรไฟล์รีดเย็นขนาดเล็ก (Light gauge steel profile) ถูกนำมาใช้เป็นโครงคร่าวสำหรับกรุผนังเบา เช่น ผนังพลาสวูด ผนังยิปซัม ผนังไฟเบอร์ซีเมนต์ และผนัง XPS Backer Board เนื่องจากโครงสร้างเหล็กประเภทนี้ช่วยให้การกั้นห้องทำได้อย่างรวดเร็ว มีน้ำหนักเบา ไม่เพิ่มโหลดให้กับโครงสร้างอาคาร และสามารถซ่อนระบบท่อน้ำหรือสายไฟไว้ภายในช่องว่างของเหล็กได้อย่างเป็นระเบียบ

 

เหล็กโปรไฟล์ ผนังเบาตัวอย่าง การใช้เหล็กโปรไฟล์ประกอบเป็นโครงคร่าวผนังเบา
ปิดทับด้วย XPS Backer Board

 

ประเภทของเหล็กโปรไฟล์ที่นิยมใช้ในประเทศไทย

 

การเลือกใช้งานเหล็กโปรไฟล์ให้ถูกต้องจำเป็นต้องรู้จักรูปทรงหน้าตัดแต่ละแบบ เพราะหน้าตัดที่ต่างกันจะถูกออกแบบมาเพื่อรับแรงในลักษณะที่ต่างกัน โดยประเภทที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดมีดังนี้

 

เอชบีม (H-Beam)

มีลักษณะหน้าตัดเป็นรูปตัวเอช (H) โดยส่วนปีก (Flang) และส่วนแกนกลาง (Web) จะมีความหนาเท่ากันเกือบตลอดทั้งเส้น และมีความกว้างของปีกเท่ากับความสูงของหน้าตัด เหล็กเอชบีมเหมาะสำหรับการนำไปทำเป็นเสาและคานหลักของอาคาร เพราะรับแรงกดและแรงดัดได้ดีทั้งสองแกน

 

ไอบีม (I-Beam)

มีลักษณะคล้ายตัวไอ (I) โดยส่วนปีกจะมีความหนามากกว่าตรงโคนและค่อย ๆ เรียวบางลงไปทางปลายปีก ความสูงของหน้าตัดจะมากกว่าความกว้างของปีก เหล็กไอบีมถูกออกแบบมาเพื่อรับแรงกดจากด้านบนโดยเฉพาะ จึงนิยมใช้ทำเป็นคานของเครนยกของในโรงงาน หรือคานสะพานที่ต้องรับน้ำหนักในแนวดิ่งมาก ๆ

 

เหล็กฉาก (Angle Bar)

เหล็กที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัวแอล (L) มีทั้งแบบมุมเท่ากันและมุมไม่เท่ากัน นิยมใช้ในงานยึดต่อ งานทำโครงถัก (Truss) โครงหลังคา และงานชั้นวางของทั่วไป เนื่องจากเชื่อมต่อและสลับมุมได้ง่าย

 

เหล็กรางน้ำ (Channel Steel)

มีหน้าตัดเป็นรูปตัวยู (U) นิยมใช้ทำเป็นคานรอง แปหลังคา หรือโครงสร้างบันเดิน เพราะมีด้านเรียบด้านหนึ่งที่สามารถแนบเข้ากับผนังหรือวัสดุอื่นได้ง่าย

 

เหล็กโครงคร่าวผนังเบา (Stud and Track Profiles)

 

เหล็กโครงคร่าวผนังเบา เป็นเหล็กโปรไฟล์รีดเย็นน้ำหนักเบาที่ชุบสังกะสีเพื่อป้องกันสนิม มักออกแบบเป็นรูปตัวซี (C-Stud) สำหรับทำเป็นเสาโครงคร่าวในแนวตั้ง และรูปตัวยู (U-Track) หรือรูปทรงพิเศษเฉพาะทาง สำหรับทำเป็นตรับบนและตรับล่างในแนวนอน

เหล็กประเภทนี้มีความบางแต่ถูกขึ้นรูปให้มีร่องและขอบพับเพื่อเพิ่มความแข็งแรงในการยึดเกาะแผ่นผนังเบา เช่น แผ่นพลาสวูด หรือแผ่นฉนวนสำเร็จรูป ช่วยให้งานกั้นผนังเสร็จไวและได้ระนาบที่ตรงสวยงาม

 

เหล็กโปรไฟล์ หน้าตัดพิเศษ สำหรับผนังเบาเหล็กโปรไฟล์ SHD หน้าตัดพิเศษ สำหรับประกอบโครงคร่าวงานผนังเบาภายในและงานฝ้าเพดาน

 

วิธีการเลือกซื้อและตรวจสอบมาตรฐานเหล็กโปรไฟล์

 

เพื่อให้โครงการก่อสร้างมีความปลอดภัยสูงสุด การเลือกซื้อเหล็กโปรไฟล์จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยด้านวิศวกรรมและมาตรฐานอุตสาหกรรมอย่างละเอียด ไม่ควรมองแค่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียว

 

1. ตรวจสอบเครื่องหมาย มอก.

เหล็กโปรไฟล์ที่ใช้ในงานโครงสร้างหลักต้องได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของประเทศไทย เช่น มอก. 1227 สำหรับเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ซึ่งบนตัวเหล็กจะมีตราปั๊มระบุชื่อผู้ผลิต ขนาด ความหนา และเลขที่มอก. อย่างชัดเจน

 

2. ดูเกรดของเหล็ก (Steel Grade)

เกรดของเหล็กจะระบุถึงความสามารถในการรับแรงดึงสูงสุด เช่น เกรด SS400, SS490 หรือ SM400 ซึ่งวิศวกรผู้ออกแบบจะเป็นผู้กำหนดเกรดเหล็กที่เหมาะสมในแบบแปลน การซื้อเหล็กต้องเลือกเกรดให้ตรงตามที่ระบุไว้เพื่อความปลอดภัย

 

3. ตรวจสอบสภาพผิวและความสมบูรณ์

เหล็กที่ดีต้องไม่มีรอยร้าว รอยพับ หรือมีรูพรุนในเนื้อเหล็ก ผิวภายนอกอาจมีสนิมบาง ๆ สีแดงขุยขอบ (Flash rust) ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยากับอากาศได้บ้าง แต่อต้องไม่มีสนิมขุมที่กินลึกเข้าไปในเนื้อเหล็กจนทำให้ความหนาลดลง รวมถึงความตรงของเส้นเหล็กต้องไม่บิดเบี้ยวโก่งงอเกินเกณฑ์มาตรฐาน

 


 

จะเห็นว่าการเลือกใช้เหล็กโปรไฟล์นอกจากจะให้ความแข็งแรงและความปลอดภัยตามหลักวิศวกรรมแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนแฝงในเรื่องของเวลา แรงงาน และการควบคุมเศษวัสดุหน้างาน ส่งผลให้โครงการเสร็จสิ้นได้ตามกำหนดและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานนับสิบปี

ถ้าหากคุณกำลังมองหา เหล็กโปรไฟล์ สำหรับใช้ทำโครงคร่าวผนังเบา โดยเฉพาะเหล็กโปรไฟล์สำหรับใช้เป็นโครงผนังเบา XPS Backer Board สามารถสั่งซื้อเหล็กโปรไฟล์คุณภาพสูง รวมถึงสินค้าอื่น ๆ สำหรับก่อสร้างและตกแต่งบ้าน ในราคาพิเศษ ได้จาก Siam Home Decoration

ติดต่อ บริษัท สยาม โฮมเดคคอเรชั่น จำกัด ได้ที่ Line ID: @zzu2251j

โทร: 02-016-6666  |  มือถือ: 061-593-9166  |  อีเมล: info@shd.co.th